สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดสระบุรี

ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดสระบุรี

1. วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี

วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร เป็นศูนย์รวมศรัทธาอันยิ่งใหญ่แต่ครั้งอดีต  วัดแห่งนี้เป็นที่ตั้งของพระมณฑปที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทอันเป็นปูชนียสถานของชาติ  โดยเป็นพระอารามหลวงสำคัญที่พระมหากษัตริย์แทบทุกพระองค์เสด็จมาทรงนมัสการ  รวมถึงยังเป็นวัดที่เคารพนับถืออย่างมากของชาวไทยจากทุกสารทิศซึ่งเดินทางมานมัสการรอยพระพุทธบาทด้วยความศรัทธา  จนมีคำพูดว่าถ้าได้มานมัสการครบทั้ง 7 ครั้ง  แล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ทีเดียว วัดพระพุทธบาทสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา  ราวปี พ.ศ.2167  ในรัชสมัยของพระเจ้าทรงธรรม  ภายหลังจากที่มีการค้นพบพระพุทธบาทขึ้น มีบันทึกทางประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่าเมื่อครั้งที่พระสงฆ์ไทยเดินทางไปนมัสการรอยพระพุทธบาทในลังกาทวีปได้รับแจ้งจากฝ่ายพระสงฆ์ลังกาว่า  อันที่จริงแล้วนั้นในประเทศไทยเองก็มีรอยพระพุทธบาทที่พระพุทธองค์ได้ทรงเสด็จมาประทับรอยไว้บนแผ่นหินเหนือเขาสุวรรณบรรพต เมื่อพระเจ้าทรงธรรมทรงทราบจึงรับสั่งให้บรรดาหัวเมืองต่างๆตามหารอยพระพุทธบาทดังกล่าวจนเจ้าเมืองสระบุรีสืบความได้ว่า  นายพรานบุญเห็นว่าเนื้อทรายที่ตนยิงบาดเจ็บนั้นกลับหายเป็นปกติ  เพราะได้ดื่มกินน้ำจากรอยหินรูปพระบาทในศิลา  โดยนายพรานบุญนั้นได้ใช้น้ำลองลูบตามเนื้อตัวแล้วทำให้กลากเกลื้อนหายไปด้วย  เจ้าเมืองสระบุรีจึงไปตรวจดูพบรอยพระพุทธบาทบนแผ่นหินนั้นและได้แจ้งข่าวมาทางกรุงศรีอยุธยาทันที  พระเจ้าทรงธรรมจึงได้เสด็จทอดพระเนตรเห็นว่าตรงตามลักษณะแห่งมงคล 108  ประการ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างมณฑปครอบรอยพระพุทธบาทขึ้น รวมทั้งพระอาราม หลังจากนั้นพระองค์ได้เสด็จมานมัสการเรื่อยมาจนกลายเป็นพระราชประเพณี  วัดพระพุทธบาทจึงได้รับการทำนุบำรุงเรื่อยมากตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน ในทุกๆ ปีจะมีการจัดงานเทศกาลและงานประเพณีอย่างยิ่งใหญ่ โดย งานเทศกาลนมัสการรอยพระพุทธบาท  จะมีปีละ 2 ครั้ง  คือ ตั้งแต่ขึ้น 8  ค่ำ  จนถึงแรม 1 ค่ำ เดือน 3 (ประมาณเดือนกุมภาพันธ์)  และตั้งแต่ขึ้น 8 ค่ำ จนถึงแรม 1 ค่ำ เดือน 4 (ประมาณเดือนมีนาคม) และงานประเพณีตักบาตรดอกไม้ซึ่งเป็นประจำทุกปี  ในวันเข้าพรรษา ตรงกับวันแรม  1 ค่ำ  เดือน 8 (ประมาณเดือนกรกฏาคม) โดยจะมีการทำบุญตักบาตรด้วยข้าวสุกที่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร  และจะไปเก็บดอกไม้ที่ชาวบ้านเรียกว่าดอกเข้าพรรษา  เพราะมีเฉพาะในเดือน 8 เท่านั้น  เพื่อนำไปตักบาตรในตอนบ่ายของวันเดียวกัน

2. โบราณสถาน วัดเขาวง (ถ้ำนารายณ์)

วัดเขาวง (ถ้ำนารายณ์) ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ที่ปากถ้ำมีอักษรมอญโบราณ (ปัลลวะ) ซึ่งเป็นแบบอักษรของชาวอินเดียฝ่ายใต้ ปรากฎมีในภาคกลาง และภาคใต้ของประเทศไทยในสมัยก่อนสุโขทัย จนวิวัฒนาการมาเป็นอักษรขอมและ มอญโบราณ ซึ่งพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรง นำมาดัดแปลงประดิษฐ์เป็นต้นกำเนิดอักษรไทย จนถึงทุกวันนี้อักษรจารึกถ้ำนารายณ์ มีข้อความ ๓ บรรทัด ถูกจารึกในสมัยพุทธศตวรรษที่ 12 (ยุคทวาราวดี) ในยุคนั้น ชนชาติมอญมีอำนาจรุ่งเรือง อักษรจารึก เขียนเป็นคำบอกร้อยแก้ว กรมศิลปากรแปลไว้ว่า “กัณทราชัย ผู้ตั้งแคว้นอนุราธปุระ ได้มอบให้พ่อลุงสินาธะ เป็นตัวแทนพร้อมกับชาวเมือง (อนุราธปุระ) จัดพิธีร้องรำ เพื่อเฉลิมฉลอง(สิ่ง)ซึ่งประดิษฐานไว้แล้วข้างในนี้” (อ้างอิงจาก เทิม มีเต็ม และจำปา เยื้องเจริญ กองหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ‘จารึกบนผนังปากถ้ำนารายณ์’ ในวารสารศิลปากร หน้า 53-57 ม.ป.ป.) จารึกนี้บอกให้ทราบว่า ท้องถิ่นแถบนี้มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นเวลานาน และอาจจะเคยเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรือง มาก่อน ซึ่งคำว่า ‘อนุราธปุระ’ เป็นชื่อเมืองโบราณในประเทศศรีลังกา ซึ่งเป็นเกาะทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย และอาจจะแสดงว่าชาวลังกากับคนท้องถิ่นนี้ (มอญโบราณ) มีการติดต่อสัมพันธ์กัน จึงมีการอ้างชื่อเมือง เพื่อกำหนดให้ระลึกถึงกัน พร้อมทั้งจารึกอักษรไว้เป็นหลักฐาน ทั้งนี้เปรียบเทียบศึกษาจากบันทึกในพงศาวดาร หลายฉบับระบุว่า ในสมัยอาณาจักรสุโขทัย และกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.2163-2171) เคยมีปรากฏคณะสงฆ์ไทยเดินทางไปเมืองลังกาเพื่อนมัสการรอยพระพุทธบาทที่เขาสุมนกูฏ แต่ พระภิกษุลังกาได้บอกว่ามีรอยพระพุทธบาทในประเทศไทยที่เขาสุวรรณบรรพต และเกิดการค้นพบรอยพระพุทธบาทบริเวณเทือกเขานี้ในเวลาต่อมา หรืออาจจะหมายถึงการแลก เปลี่ยนวัฒนธรรมพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ และสยามวงศ์ตามที่ปรากฏในพงศาวดารของชาติไทยเราด้วย ก็อาจจะเป็นได้ สถานที่แห่งนี้ เป็นศาสนสถานมาเป็นเวลายาวนาน สืบความไปถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เสด็จจากวังนารายณ์ เมืองละโว้(ลพบุรี) ไปว่าราชการ ณ กรุงศรีอยุธยา ทรงผ่านประทับแรม ณ ถ้ำนารายณ์ …และสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมซึ่งเสด็จนมัสการรอยพระพุทธบาท ก็ได้เสด็จประทับพักแรมในถ้ำนารายณ์ ซึ่งมีอากาศเย็นสบายตลอดปี และจากจารึกอักษรผนังปากถ้ำก็ปรากฏหลักฐานว่าถ้ำนี้ได้เคยเป็นที่บำเพ็ญกุศล มาตั้งแต่สมัยอนุราธปุระ เมื่อกว่า 1,200 ปีมาแล้ว ผ่านความรุ่งเรืองและเสื่อมโทรม และฟื้นฟูขึ้นเป็นวัดตามประเพณีการปกครองแผ่นดินและการสืบพระพุทธศาสนา ดังกล่าวข้างต้น ปัจจุบันนี้ โดยการนำของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) และพระธรรมสิทธินายก (ธงชัย สุขญาโณ) แห่งวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร วัดเขาวง ได้พัฒนาขึ้นมาสู่สภาพวัดพัฒนาตัวอย่างที่มีผลงานดีเด่น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนของกรมศิลปากรแล้วเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2545 ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 119 ตอนพิเศษ 119 ง และยังเป็นแหล่งพันธุ์ไม้และสัตว์หาดูยาก คือโมกราชินี (Wrightia SIRIKITIAE D.J. Middleton&Santisuk) จันผา, นกหัวจุก, กระรอกเผือก ฯลฯ เพื่อรักษาไว้เป็นมรดกวัฒนธรรมศาสนาของชาติไทยสืบไป

3. วัดพระพุทธฉาย

พระพุทธฉาย หรือ รอยพระพุทธรูป อยู่บนแผ่นหินซึ่งตั้งอยู่บนชะง่อนผา นอกจากนี้ยังมีภาพเขียนลายเส้นยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่บริเวณเชิงผา ได้แก่ ภาพสัตว์ลายเส้นคล้ายตัวกวาง บริเวณข้าง ประตูเข้าพระพุทธฉายพบภาพเหมือนคน และภาพสัญลักษณ์ บริเวณจากจากถ้ำฤๅษี ไปทางพระพุทธฉาย ทางทิศตะวันตก พบภาพเขียนรูปไก่ ภาพพระพุทธรูป และภาพสัญลักษณ์ และบริเวณหน้าผา จปร. พบภาพลายเส้นขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน คล้ายภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ที่เคยถูกค้นพบที่ผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานีเขียนด้วยยางไม้ มีอายุเก่าแก่ประมาณ 3,000 ปี โดยเขียนสัญลักษณ์ใช้สื่อความหมายที่เข้าใจในหมู่เดียวกัน และอาจจะเป็นสื่อทางพิธีกรรม และความเชื่อของคนในยุคนั้น และยังพบรอยพระพุทธบาท เมื่อพ.ศ. 2437 กรมศิลปากรได้ทำการซ่อมมณฑปบนภูเขาบริเวณวัดพระพุทธฉาย และเมื่อรื้อพื้นซีเมนต์ ก็ได้มีการพบรอยพระพุทธบาทเบื้องขวาอยู่ใต้ทรายปรากฏเห็นเป็นรูปรอยประทับในหิน

4. พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ 

พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นธงชัย เป็นที่กราบไหว้สักการบูชาของชาวไทยทั้งสี่ทิศ กรมการรักษาดินแดน (Territorial Defense Department) ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่องค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยสร้างขึ้น 4 องค์ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2509 เป็นพระปางขัดสมาธิ วัสดุโลหะผสม ทองเหลือง 2 ส่วน ทองแดง 1ส่วน ทองขาว 1 ส่วน น้ำหนักประมาณ 400 กิโลกรัม หน้าตักกว้าง 49 นิ้ว สูง 69 นิ้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้โปรดฯ พระราชทานแก่ชาวสระบุรี เพื่อเป็นพระพุทธรูปประจำทิศตะวันออก ชาวสระบุรี จึงได้ดำเนินการก่อสร้างศาลาจตุรมุขขึ้น และได้อัญเชิญพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ ขึ้นประดิษฐานไว้เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2515 ศาลาจตุรมุขหลังนี้ได้สร้างขึ้นด้วยเงินบริจาคของชาวสระบุรี สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2515 เป็นเงินค่าก่อสร้าง 1,192,798.40 บาท

5. พระแก้วมรกตจำลอง วัดศรีบุรีรตนาราม อ.เมือง จ.สระบุรี

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร “พระแก้วมรกต” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืององค์สำคัญที่สุดของชาติไทย เดิมประดิษฐานอยู่ที่เมืองเชียงราย ต่อมาย้ายมาอยู่ที่เมืองลำปางและเชียงใหม่ ต่อมาพระไชยเชษฐา (เจ้าลาว) ได้มาอัญเชิญไปประดิษฐานเพื่อเป็นที่สักการะยังเมืองลาวเป็นการชั่วคราว แล้วไม่ยอมคืนไทย ในปี พ.ศ. 2320 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช รัชกาลที่ 1) เป็นแม่ทัพ ยกไปตีเมืองเวียงจันทน์ได้ จึงได้อัญเชิญ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระแก้วมรกต กลับคืนมาประดิษฐานไว้ในราชอาณาจักรไทยดังเดิม ในคราวสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก ได้ยาตราทัพกลับประเทศไทย เมือเดินทัพมาถึงจังหวัดสระบุรี ได้หยุดพำนักที่วัดศรีบุรีรตนาราม (วัดปากเพรียว) พร้อมกับอัญเชิญ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระแก้วมรกต ประดิษฐานไว้ที่วัดนี้ เป็นเวลา 1 เดือน เพื่อเตรียมการรับเสด็จและเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่มโหฬาร ณ กรุงธนบุรี ต่อมาสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช ได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระมหาอุปราช เสด็จขึ้นมารับและอัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระแก้วมรกต โดยขบวนแห่พยุหยาตราทางชลมารค อย่างมโหฬารเป็นประวัติการณ์ เมื่อเดือนยี่ ข้างแรม ปีกุน พ.ศ. 2322 ขบวนแห่พยุหยาตราได้ล่องมาถึงกรุงธนบุรี เมื่อวันอังคาร ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 4 ปี พ.ศ. 2322 การที่พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระแก้วมรกต ได้มาประดิษฐานที่วัดศรีบุรีรตนาราม (วัดปากเพรียว) เป็นวาระแรกที่เข้ามาในประเทศไทย จึงนับว่าเป็นเกียรติประวัติมิ่งมหามงคลอันยิ่งใหญ่ของชาวสระบุรี ที่จะต้องจารึก จำจำประวัติศาสตร์สำคัญนี้ไว้ตราบชั่วกาลนาน

6. พระพุทธรูปทองคำ วัดพะเยาว์ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี

วัดพะเยาว์  ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำป่าสัก ตำบลศาลารีไทย  เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปทองคำ สมัยกรุงศรีอยุธยา มีพุทธลักษณะที่งดงาม พระวรกายสมสัดส่วน สง่างาม  เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปางสมาธิแบบขัดสมาธิราบ หน้าตักกว้าง 110 เซนติเมตร สูง 170 เซนติเมตร พระพักตร์กลม พระโอษฐ์ยิ้ม ยอดเศียรเปลวอุนาโลม สำหรับประวัติของพระพุทธรูปทองคำนั้น สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ในรัชสมัยของพระมหากษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งใน 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ หรือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2  เมื่อเสียกรุงครั้งที่ 2 พ.ศ.2310 หลวงพ่อทองคำ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยเดิมเป็นพระพอกด้วยปูนลงรักไว้นานมาก ทิ้งตากแดดไว้ที่วัดร้างในอำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พุทธศักราช 2420 ชาวบ้านศาลารีไทย หมู่ที่ 3 ตำบลศาลารีไทย อำเภอเสาไห้ สร้างสำนักสงฆ์ขึ้นชื่อว่า วัดอุทิศสโมสร ขาดพระพุทธปฏิมาประธาน ทราบข่าวว่ามีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ปล่อยทิ้งตากแดด กรำฝน ไม่มีผู้สนใจจึงไปอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ ณ วัดอุทิศสโมสร พุทธศักราช 2478 วัดอุทิศสโมสรเกิดร้าง เนื่องจากหมู่บ้านขาดแคลนน้ำ ชาวบ้านจึงอพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่น พระพุทธรูปก็ถูกทิ้งร้างไว้อีกเช่นเดิมอีก พุทธศักราช 2484 วัดพะเยาว์ต้องการพระประธานใหญ่สำหรับอุโบสถหลังใหม่ จึงไปอัญเชิญพระพุทรูปปูนที่วัดร้างอุทิศสโมสรมาประดิษฐาน มีพระบวชนาคผู้หนึ่งสังเกตเห็นรอยรักแทรกอยู่ระหว่างปูนที่ฉาบไว้จึงให้ชาวบ้านช่วยกันกะเทาะปูนออกมาพบว่าเป็นทองทั้งองค์   กรมศิลปากรตรวจสอบปรากฏว่าเป็นโลหะที่มีทองคำผสมอยู่ถึง 70 % ชาวบ้านจึงเรียกว่า “หลวงพ่อทองคำ” ปัจจุบันได้มีผู้ศรัทธาพร้อมใจกันสร้างวิหารจัตุรมุขขึ้นไว้เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ให้เป็นสง่าราศีและเป็นที่เชิดหน้าชูดาแก่ชาวเมืองสระบุรีสืบไป

7. เจดีย์ศิลปล้านนา วัดเขาแก้ววรวิหาร อ.เสาไห้ จ.สระบุรี

วัดเขาแก้ววรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เดิมเป็นวัดโบราณวัดหนึ่งตั้งอบู่บนเขา ริมแม่น้ำป่าสัก ในเขตท้องที่ตำบลต้นตาล อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี เป็นวัดราษฎร์สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม ประมาณ ปี พ.ศ.2171 ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 กรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จนมัสการพระพุทธบาทและจะเสด็จนมัสการพระพุทธฉายได้ทรงแวะพักไพร่พลขบวนราบ ณ พลับพลาท่าหิน ลานหน้าวัดเขาแก้ว พระองค์ได้เสด็จขึ้นทอดพระเนตรวัดเขาแก้ว ทรงเลื่อมใสในภูมิฐานของวัด ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาเล็กๆ แวดล้อมด้วยธรรมชาติที่งดงามเป็นที่สงบเหมาะสำหรับการบำเพ็ญสมณธรรม พระองค์ทรงมีพระราชศรัทธาที่จะบูรณปฏิสังขรณ์วัด นี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) เป็นแม่กองควบคุมการก่อสร้าง เจ้าพระยานิกรบดินทร์ได้จัดพวกนายกองโค พากันไปรับไม้เครื่องบนและสิ่งก่อสร้างจากกรุงเทพฯ มาบูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ปรับปรุงขยายให้ใหญ่กว่าเดิม ก่อกำแพงรอบพระอุโบสถขึ้นมาใหม่ สร้างกุฏิไว้ด้านทิศเหนือของเจดีย์และบูรณะองค์พระเจดีย์ของเดิม เมื่อเสร็จแล้วมีพระกระแสรับสั่งให้สถาปนาวัดเขาแก้วขึ้นเป็นพระอารามหลวง พระราชทานนามว่า “ วัดคีรีรัตนาราม ” เมื่อ พ.ศ.2456 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิโนรส องค์สังฆประมุขเสด็จออกตรวจการ คณะสงฆ์จังหวัดสระบุรี เสด็จทอดพระเนตรวัดเขาแก้ว ทรงเห็นป้ายที่ติดไว้ท่าหินลาดหน้าวัดว่า “ วัดคีรีรัตนาราม ” รับสั่งว่าเป็นคำมคธ ทรงให้เรียกเป็นคำไทยว่า “ วัดเขาแก้ว ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

8. ภาพจิตรกรรมฝาผนัง  วัดสมุหประดิษฐาราม อ.เสาไห้ จ.สระบุรี

ในรัชสมัยรัชกาลที่ 4 แม่น้ำป่าสัก เป็นเส้นทางสำหรับ เสด็จทางชลมารคอยู่เสมอ สำหรับการไปนมัสการรอยพระพุทธบาทซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีประตูน้ำท่าหลวง ในฤดูแล้ง น้ำในแม่น้ำป่าสัก บางช่วงจะแห้ง เช่น ครั้งหนึ่งกระบวนเสด็จมาติดเกยที่หน้า วัดสมุหประดิษฐาราม (ที่ครั้งนั้นยังไม่มีวัด) และขณะที่คอยราษฎร และข้าราชการช่วยโกยร่องน้ำเพื่อช่วยเรือ อยู่นั้น เจ้าพระยานิกรบดินทร์ มหินทรมหากัลยาณมิตร (โต, ต้นตระกูลกัลยาณมิตร) สมุหนายก ผู้ตามเสด็จฯ ได้เดินขึ้นฝั่ง เที่ยวสถานที่ต่างๆ ได้พบวัดไไผ่จ้อก้อจึงกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะบูรณะและสร้างวัดไผ่จ้อก้อขึ้นใหม่ เมื่อได้รับ พระบรมราชานุญาตแล้ว จึงย้ายวัดไผ่จ้อก้อมาสร้างณ ที่ “วัดสมุหประดิษฐาราม” ตามนามตำแหน่งของ เจ้าพระยานิกรบดินทร์ และสถาปนาเป็น พระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ สมัยก่อน บรรดาข้าราชการเมืองสระบุรี จะมาประชุมกระทำพิธีถือน้ำพิพัฒ์สัตยาประจำปีกันที่วัดนี้ พ.ศ. 2451 ได้ตั้งโรงเรียนแห่งแรกในจังหวัดสระบุรีขึ้นที่วัดนี้ ระหว่าง พ.ศ. 2458-2492 ที่วัดพระศรีวิสุทธิดิลก (โต) เป็นเจ้าอาวาสวัดนี้ ได้จัดการศึกษาเจริญมาก พ.ศ. 2470 ท่านได้สร้างโรงเรียนปริยัติธรรมขึ้นหนึ่งหลัง เมื่อ พ.ศ. 2443 พระยาพิชัยรณรงค์สงคราม (เจ้าเมืองสระบุรี) ได้ให้ช่างเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถ เป็นภาพที่งดงามมาก มีทั้งเรื่องชาดก วิถีชาวบ้านในยุคสมัยนั้น (ชาวไทยวน ในอ.เสาไห้ จ.สระบุรี) สำหรับพระประธานในพระอุโบสถไม่มีพระนาม เป็นพระหล่อลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย สวยงาม พระพักตร์ได้สัดส่วนกลมกลึง พุทธลักษณะประทับใจผู้มาสักการะเป็นอันมาก

9. หลวงพ่อย้อย ปุญญมี เกจิอาจารย์ดัง มรภาพ 25 ปี ร่างกายยังไม่เน่าเปื่อย วัดอัมพวัน อ.เสาไห้ จ.สระบุรี

วัดอัมพวัน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก แต่เดิมชื่อ “วัดม่วงล้อม” เพราะบริเวณวัดปรากฎว่าเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้มะม่วงขนาดใหญ่ ยืนต้นอยู่เป็นจำนวนมาก ต่อมาพระครูติ๊บ ซึ่งเป็นพระครูเมืองวัดเขาแก้ว ได้มาปฏิสังขรณ์วัดม่วงล้อมใหม่ สร้างกุฎิสงฆ์และพระอุโบสถขึ้นแล้วให้นามวัดว่า “วัดอัมพวัน” มีพระภิกษุสงฆ์มาจำพรรษาอยู่ไม่มากนัก เพราะชาวบ้านในละแวกนี้มีน้อยมาก มีหลวงตาจั่นเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก และเมื่อหวงตาจั่นได้มรณภาพไปแล้ว อาจารย์ย้อย ปุญญมี จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสแทนต่อมา ในบริเวณวัดยังปรากฎมีวิหารเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปองค์ใหญ่ถือปูน ด้วยขนาดหน้าตักกว้าง 110 ซม. สูง 145 ซม. มีหลักฐานปรากฎว่า สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีอายุความเก่าแก่ประมาณ 400 ปีเศษ นอกจากนี้ยังมีเจดีย์ ที่สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมสาริริกธาตุ ที่ชาวบ้านละแวกนั้น ได้เห็นปาฎิหารย์รัศมีแสงเรืองรองนวลทั่วบริเวณหลายคน เมื่อสอบถามจึงทราบว่า แสงนั้นเปล่งมาจากพระบรมสารีริกธาตุ ที่กุฏิอาจารย์ย้อย จึงมีความเลื่อมใสยิ่ง และร่วมกันสร้างเจดีย์ สำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระอาจารย์ย้อย ปุญญมี เป็นเกจิอาจารย์ชื่อดัง ทางด้านการปลุกเศกเครื่องลางของขลัง แจกจ่ายให้บรรดาศิษยานุศิษย์ ไว้เป็นเครื่องป้องกันตัว เคยปรากฎผลศักดิ์สิทธิ์และมีอภินิหารเป็ฯที่เลื่อลือในบรรดาศิษย์และคนทั่วไป ที่ได้เคยมีประสบการณ์มาแล้ว เครื่องรางของขลังนั้น ท่านเคยทำหว้หลายชนิด โดยเฉพาะ ตระกรุดขนิดต่างๆ หลายรุ่น , สาริกาลิ้นทอง, ผ้ายันต์ต่างๆ, พระประจำวันต่างๆ และเหรียญและแหวนรูปหลวงพ่อย้อย หลวงพ่อย้อย ปุญญมี มรณะภาพ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2525 รวมอายุได้ 90 ปี ปรากฎว่าจนปัจจุบัน เป็นเวลา 25 ปีแล้ว ร่างกายของท่านยังไม่เน่าเปื่อย

10. เสาร้องไห้ ศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองสระบุรี วัดสูง อ.เสาไห้ จ.สระบุรี

ตำนานเสาร้องไห้ เป็นตำนานของเจ้าแม่ตะเคียนทองที่ตั้งอยู่ในศาลนางตะเคียนทอง ณ วัดสูง ตำบลเสาไห้ ห่างจากที่ว่าการอำเภอเสาไห้ประมาณ 500 เมตร เป็นเสาไม้ตะเคียนขนาดใหญ่ โดยถือกันว่าเป็นเจ้าแม่ เพราะสิ่งของที่นำไปบูชาล้วนเป็นของสตรีทั้งสิ้น มีตำนานเล่ากันว่า เมื่อครั้งสร้างกรุงเทพฯ เป็นราชธานี ได้มีการเกณฑ์เสาจากหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อคัดเลือกเสาที่มีลักษณะงดงาม เพื่อจัดเป็นเสาเอก ทางเมืองสระบุรีได้จัดส่งเสาต้นหนึ่งที่มีลักษณะงดงามมากล่องลงมาตามลำน้ำ ป่าสัก แต่มาถึงกรุงเทพฯ ช้าไปเล็กน้อย และได้มีการคัดเลือกเสาเอกไปก่อนแล้ว จึงได้เป็นเสารอง ซึ่งถ้าเสาต้นนี้มาทันเวลาก็ต้องได้เป็นเสาเอกอย่างแน่นอน เพราะมีลักษณะใหญ่ และสวยงามมาก ด้วยความยาว 13 เมตร กล้าว 0.75 เมตร เสาต้นนี้จึงเกิดความเสียใจลอยทวนน้ำกลับขึ้นมาจมลง ณ ตำบลแห่งนี้อยู่ประมาณ 100 กว่าปี เมื่อปี พ.ศ. 2501 ได้มีชาวบ้านนำขึ้นจากน้ำไปไว้ที่ศาลหน้าพระอุโบสถวัดสูงจนถึงปัจจุบันนี้ พอตกเวลากลางคืนชาวบ้านมักได้ยินเสียงร้องไห้ จึงได้ให้ชื่อตำบลนี้ว่า ตำบลเสาร้องไห้ และได้กลายเป็น “อำเภอเสาไห้” ในปัจจุบัน

เมื่อประมาณปี 2501 นางเฉลียว จันทร์ประสิทธิ์ ได้ฝันว่ามีหญิงคนหนึ่ง บอกว่าเป็นนางไม้ประจำเสาที่จมน้ำอยู่  ให้บอกสามีเอาเสาขึ้นมาจากน้ำด้วย นายเผ่าผู้เป็นสามีก็ไม่เชื่อ มีคนเล่าต่อกันมาว่า นางไม้ของเสาต้นนี้ได้ไปเข้าทรงกับผู้อื่นอีกหลายครั้ง จนในที่สุดชาวบ้านหลายคนก็ได้ไปร้องขอให้นายเผ่าเอาเสาต้นนี้ขึ้นมาให้ได้ ตามคำล่ำลือ จนนำมาสู่การนำเอาเสาขึ้นมาจากน้ำ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2501 และในวันนี้เอง ได้รับคำบอกเล่าจากนายจำลอง ขาววรรณะว่า วันนั้นแดดร้อนจัดมากขณะที่กำลังนำเสาขึ้นจากน้ำ ท้องฟ้าก็มืดครื้มไปหมดทันที มีเสียงฝ้าผ่าดังมากเป็นประกายสีเขียวไปทั่ว เสียงฟ้าร้องคำรามทำท่าคล้ายฝนจะตก ทำให้ผู้คนที่มาเข้าร่วมพิธีกันเป็นจำนวนมากต่างตื่นตาตื่นใจ

วันที่ 23 เมษายน 2501 เป็นวันที่เชิญเสาไปประดิษฐานที่วัดสูง เวลา 9.00 น. เริ่มพิธีเคลื่อนเสาไปสู่วัดสูง โดยตั้งศาลสูงเพียงตา มีหัวหมูซ้ายขวา บายศรี 3 ชั้น ใช้ด้ายสายสิญจน์ผูกที่เสาแล้วใช้เชือกผูกแพที่รับเสาไห้ประชาชนดึง เมื่อได้ฤกษ์ พระสงฆ์ 9 รูปเจริญชัยมงคลคาถา ประชาชนที่อยู่บนฝั่งหน้าที่ว่าการอำเภอเสาไห้ก็ดึงเชือกแพลูกบวบให้เคลื่อน ไปทางทิศตะวันออก มีเรือแตรวงนำขบวน มีเรือต่างๆร่วมขบวนอีกเป็นจำนวนมาก ในวันนั้นที่นำเสาขึ้นจากน้ำมีประชาชนมาร่วมพิธีเป็นจำนวนมากประมาณสามหมื่นคน นับเป็นวันประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของชาวอำเภอเสาไห้ที่ต้องจารึกไว้  ต่อมาจึงได้สร้างศาลถาวรขึ้นที่หน้าพระอุโบสถในวัดสูง เป็นศาลกว้าง 4 เมตร ยาว 15 เมตร มีมุขออกด้านตะวันออก พื้นคอนกรีต มีฐานก่ออิฐสูงรองรับเสาตะเคียน ต่อมาเมื่อวัดสูงได้สร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่ขึ้น จึงได้ดัดแปลงศาลาการเปรียญหลังเดิมเป็นอาคารทรงไทยสวยงาม และอัญเชิญเสาแม่นางตะเคียนมาประดิษฐานที่ศาลหลังใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2530 มาจนถึงทุกวันนี้

11. ภาพจำหลักศิลปทวาราวดีอายุกว่า 1000 ปี พระพุทธเจ้าแสดงธรรม วัดถ้ำพระโพธิสัตว์ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี

โพธิสัตว์ มีอีกชื่อว่าถ้ำพระงามหรือถ้ำเขาน้ำพุ ประกอบด้วยคูหาน้อยใหญ่ 6 คูหา คูหาที่มีภาพสลักบนผนังเป็นคูหาติดทางปากเข้า และเป็นคูหาที่มีแสงสว่างส่องถึงมากที่สุด คูหานี้มีเจดีย์ปิดทองตั้งอยู่บนฐานโบกปูน ปูด้วยกระเบื้อง เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นในสมัยปัจจุบัน ณ ผนังด้านเหนือของคูหานี้สูงขากพื้นถ้ำ 3.27 -5.25 เมตร มีภาพสลักนูนต่ำศิลปกรรมสมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 13-14 ) ขอบเขตของภาพ 3.30 x 2.08เมตร เป็นภาพที่ประกอบด้วยรูปบุคคล 6 ภาพในอิริยาบถ ที่ต่างกัน สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นภาพตอนที่บรรดาเทพเจ้าเฝ้าทูลอาราธนาให้พระพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมเพื่อโปรดสรรพสัตว์ในโลกและเมื่อทรงแสดงธรรมก็มีเทพเข้า มนุษย์ อสูร คนธรรพ์ มาเฝ้าเพื่อสดับธรรม ดังที่มีรายละเอียดปรากฏอยู่ในลลิตวิสตระอันเป็นคัมภีร์แสดงพุทธประวัติฝ่ายมหายาน ซึ่งเข้าใจว่าความรู้เรื่องคัมภีร์นี้มีแพร่หลายในสมัยนั้น อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม สันนิษฐานถ้ำนี้ว่า “ น่าจะเป็นที่จำศีลภาวนาของนักบวชและฤาษี ภายในถ้ำโอ่โถงพอสมควร พอเป็นที่อาศัยพำนักได้ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในระดับที่สูงแต่ก็ไม่มีอะไรที่ลำบากแก่การดำรงชีวิต อันเนื่องมาจากบริเวณที่ตีนเขาตรงหน้าถ้ำนั้นมีธารน้ำตกเหมาะกับการตั้งหลักแหล่ง พำนักอาศัยของบรรดานักบวชหรือไม่ก็ชุมชน และผู้คนที่อยู่ในที่สูงป่าเขา อาศัยผลผลิตของป่าในบริเวณนั้นหาเลี้ยงชีพ ”

ถ้ำพระโพธิสัตว์เป็นถ้ำหินอ่อนล้วน มีภาพศิลปะนูนต่ำ ดังที่กล่าวมาและมีหินงอก หินย้อย รูป ช้าง สิงโต เต่า หัวจระเข้ ลิ้นพญามัจจุราช พระปางนั่งสมาธิบนเพดานถ้ำ เพชรน้ำ (น้ำหยดลงหินเป็นประกายลักษณะคล้ายหินปะการัง) ถัดจากถ้ำพระโพธิสัตว์ คือถ้ำธรรมทัศน์ มีความยาวประมาณ 800 เมตรเศษ เป็นที่จำพรรษาของพระสงฆ์ในอดีต ภายในมีหินงอกหินย้อยรูปหัวพญานาค สันนิษฐานว่าเป็นเสาหลักเมืองเก่า

12. หลวงพ่อใหญ่ พระโบราณศิลปอยุธยา อ.แก่งคอย จ.สระบุรี

หลวงพ่อใหญ่ พระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทองปางมารวิชัย พุทธอยุธยาตอนปลาย ค้นพบภายในถ้ำพระใหญ่ ภายในถ้ำเมื่อพบครั้งแรก เป็นที่สำหรับเก็บถ้วยชาม ของโบราณ และพระพุทธรูปโบราณองค์เล็กอีกมากกรมศิลปกรได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นพระพุทธรูปโบราณ เมื่อปี 2478 เชื่อว่าในอดีตในถ้ำแห่งนี้จะเป็นที่สำหรับเก็บสมบัติล้ำค่าของชุมชุนที่อาศัยในบริเวณใกล้เคียง และยังเป็นที่สำหรับหลบภัยจากสงคราม หรือโจรผู้ร้าย หรือสัตว์ร้าย เช่นเสือ เนื่องจากมีร่องรอยของเล็บเสือที่กัดแทะบริเวณขอบประตู บริเวณปากถ้ำ ชาวบ้านนิยมมาขอพรเพื่อให้หายจากอาการเจ็บป่วยไข้ บางครี้งมีทรัพย์สินของบุคคลสูญหาย ก็จะมาขอพรเพื่อให้ได้กลับคืน

13. ไร่องุ่นแวงเดอร์เรย์

สวนองุ่นแวงเดอร์เรย์ ( Vin De Ray) คัดสรรพันธุ์องุ่นสำหรับการผลิตไวน์โดยเฉพาะ มีแปลงองุ่นให้เห็นกันตั้งแต่ทางเข้าไปจนถึง เกือบสุดเนินเขา ด้านหลังที่นี่เราจะได้เห็นองุ่นพันธุ์ Cabernet Franc และ Shiraz ของจริงสดๆ ก่อนที่จะถูกตัดไปสู่โรงบ่มไวน์ด้านหลัง เพื่อผลิตไวน์ ภายใต้แบรนด์ “Vin De Ray” ไวน์คุณภาพระดับสากล ได้รับรางวัลชนะเลิศ การประกวดไวน์แห่งชาติ ปี พ.ศ.2546

นอกจากจะเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม ยังมีพื้นที่สำหรับให้นักท่องเที่ยวได้พักผ่อนหลังขับรถมาแต่ไกลบนเนินตันสัก หรือจะลงไปพูดคุยกันประสาคอกาแฟ กันที่สภากาแฟ ชิมนมสดๆ พร้อมด้วยกาแฟสดหอมกรุ่นหรือจะทดลองกินองุ่นทั้งเมล็ด ที่สามารถลดโคเลสเตอรอลในเส้นเลือดพร้อมบำบัดรักษาโรคหัวใจได้ ดมกลิ่นไวน์จากถังไม้โอ๊ค หรือจะกางเต้นท์นอนที่เนินลูกเล็ก หน้าสวน ใต้ร่มเงาสักต้นใหญ่ที่สำคัญของฝากจากองุ่น ที่นี่มีหลากหลาย เช่นพายองุ่นที่นี่อร่อยจนต้องกลับไปซื้ออีก น้ำองุ่นสด , องุ่นสด สินค้า 5 ดาว ของจังหวัดสระบุรี ก็มีที่นี่สำหรับไวน์ Vin De Ray มี 4 ประเภท ให้ได้ทดลองชิม กัน เริ่มที่ Fruity – Sweet Wine (Red Cap), Opal-Semi Sweet (Gold Cap), Premium-Semi Dry (Black Cap), Classic-Dry (Blue Cap)


14. ไร่องุ่นคุณมาลี

ทัศนียภาพ ที่นี่ต้องขอยกนิ้วให้ ว่าเป็นที่หนึ่งในตองอูกับเขาเหมือนกัน เพราะเป็นไร่องุ่น ที่สามารถมองเห็นได้ตั้งแต่ขับรถมาจากถนนวังม่วง-มวกเหล็ก นอกจากจะเป็นไร่องุ่น ยังมีผลิตภัณฑ์จากองุ่นสดๆ หลากชนิด ให้นักท่องเที่ยวซื้อเป็นของฝากกลับบ้าน แต่ถ้ายังไม่อยากกลับเพราะติดใจในบรรยากาศ ไร่องุ่นคุณมาลี มีบริการให้กางเต้นท์นอนเล่นเย็นๆ ใต้ฟ้าหลังคาดาวอีกด้วย แต่ต้องติดต่อล่วงหน้าเท่านั้น ถ้าขับรถไปถึงจะขอเข้าพักเลยอาจจะไม่มีที่เหลือให้คุณกางเต้นท์ก็ได้

15. ไร่องุ่นปภัสรา

ไร่องุ่นปภัสรา มีองุ่นที่ปลูกไว้บนเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ มีอยู่ด้วยกัน 3 พันธุ์ คือ พันธุ์แบล็คไนซ์ เป็นองุ่นพันธุ์สีดำไร้เมล็ด สามารถรับประทานสด คั้นแต่น้ำ หรือนำไปทำเป็นไส้พายองุ่นและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้อีกหลายชนิด พันธุ์ลูพเพลเล็ต องุ่นพันธุ์นี้มีสีเขียว ไร้เมล็ด มีรสหวานจัดเป็นที่นิยมมากมักนำมารับประทานสด พันธุ์ไข่ปลาคาเวียร์ องุ่นพันธุ์นี้เป็นที่นิยมมากและมีราคาแพงมีสีดำ เม็ดเล็กเป็นพวงเกาะกันเหมือนเมล็ดพริกไทย มีรสชาติหอม หวานเป็นพิเศษและมีวิธีการรับประทานที่แตกต่างจากพันธุ์อื่นๆ ที่ต้องทานทั้งพวง จุดชมวิวสามารถมองเห็นเนื้อที่ฟาร์มได้ทั้งหมด และสามารถมองเห็นเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ได้และมีกาแฟสดไว้บริการสำหรับคอกาแฟ นอกจากจะเป็นสถานที่เพื่อการพักผ่อนแล้ว “ ไร่องุ่นปภัสรา ” ยังได้จัดเตรียมสถานที่และกิจกรรมสำหรับการพักผ่อนไว้ด้วย เช่น วอล์คแรลลี่ ขี่จักรยานตามไหล่เขา ขี่ม้าชมทุ่งทานตะวัน เปิดบริการทุกวันไม่มีวันหยุด เวลา 08.00-18.00 น.

16. ทุ่งทานตะวัน จ.สระบุรี

เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ของทุกปี ฤดูกาลท่องเที่ยว ทุ่งทานตะวัน จังหวัดสระบุรี  ริมฝั่งถนนจะสะพรั่งไปด้วยสีเหลืองของดอกทานตะวัน เป็นที่สะดุดตาแก่ผู้ผ่านมาบริเวณนี้เป็น อย่างมากจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด และในทุกปีจังหวัดสระบุรี จะจัด เทศกาลทุ่งทาน ตะวันบาน ในทุกปี สลับหมุนเวียนไปในแต่ละอำเภอ / พื้นที่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปชื่นชม และถ่ายภาพ เป็นที่ระลึก ตลอดจนการ ให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการปลูกดอกทานตะวัน การนำเอาผลผลิตจาก เมล็ดทานตะวันไป ใช้ประโยชน์ในการอุปโภคบริโภครวมทั้งการเลือกซื้ออาหารเพื่อสุขภาพ เช่น เมล็ดทานตะวันคั่วสด ๆ จากไร่ หรือหาซื้อน้ำผึ้งทานตะวันเป็นของฝากจังหวัดสระบุรีมีพื้นที่ปลูกทานตะวันนับหลายหมื่นไร่ บริเวณเขตติดต่อ ระหว่างจังหวัดลพบุรี และสระบุรี ตามเส้นทางสายพัฒนานิคม-วังม่วง มีการทำไร่ทานตะวันกันมาก รวมทั้งในอีก หลายอำเภอของสระบุรี เช่น อำเภอพระพุทธบาทแก่งคอย หนองโดน หนองแคและมวกเหล็ก แต่ที่อำเภอ วังม่วงจะมีพื้นที่ปลูกมากที่สุด นักท่องเที่ยวสามารถ วางแผนการเดินทางมาท่องเที่ยว ทุ่งทานตะวัน จังหวัดสระบุรี ได้ตลอดเวลาเลือกชมได้ ในหลายๆ พื้นที่ โดยแต่ละแห่ง แต่ละ พื้นที่จะมีความสวยงามและกิจกรรมการจัดงานแตกต่างออกไป นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการขับรถชมทุ่งทานตะวันท่ามกลางบรรยากาศเนินเขา ทุ่งหญ้า ฟาร์มม้า โคนม และ ไร่องุ่น สามารถเลือกชมและท่องเที่ยวทุ่งทานตะวันได้ในพื้นท ี่อำเภอวังม่วง และมวกเหล็ก บรรยากาศการ ท่องเที่ยว ของสองอำเภอนี้เหมาะสำหรับท่องเที่ยวแบบครอบครัว ขับรถชมทิวทัศน์ ชมธรรมชาติ ท่ามกลาง สาย ลมหนาว ที่พัดผ่านที่ราบเชิงเขา ชมทุ่งทานตะวันถ่ายภาพเป็นที่ระลึก พักผ่อนรีสอร์ตกับครอบครัวอย่างมีความสุข ทานตะวันจะบานสะพรั่งสวยงามในสองอำเภอนี้มากที่สุด ในช่วง ระหว่าง เดือนธันวาคมและมกราคม ในช่วง เวลาอื่นๆ จะมีบานสะพรั่งเป็นพื้นที่ๆ เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ของทุกปี ฤดูกาลท่องเที่ยว ทุ่งทานตะวัน จังหวัดสระบุรี  ริมฝั่งถนนจะสะพรั่งไปด้วยสีเหลืองของดอกทานตะวัน เป็นที่สะดุดตาแก่ผู้ผ่านมาบริเวณนี้เป็น อย่างมากจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด และในทุกปีจังหวัดสระบุรีจะ จัด เทศกาลทุ่งทานตะวันบาน ในทุกปี สลับหมุนเวียนไปในแต่ละอำเภอ / พื้นที่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไป ชื่นชมและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ตลอดจนการ ให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการปลูกดอกทานตะวัน การนำเอาผลผลิตจาก เมล็ดทานตะวันไปใช้ประโยชน์ในการอุปโภคบริโภครวมทั้งการเลือกซื้ออาหารเพื่อสุขภาพ เช่น เมล็ดทานตะวัน คั่วสด ๆ จากไร่ หรือหาซื้อน้ำผึ้งทานตะวันเป็นของฝากจังหวัดสระบุรีมีพื้นที่ปลูกทานตะวันนับหลายหมื่นไร่ บริเวณ เขตติดต่อระหว่างจังหวัดลพบุรี และสระบุรี ตามเส้นทางสายพัฒนานิคม-วังม่วง มีการทำไร่ทานตะวันกันมาก รวมทั้งในอีกหลายอำเภอของสระบุรี เช่น อำเภอพระพุทธบาทแก่งคอย หนองโดน หนองแคและมวกเหล็ก แต่ที่อำเภอวังม่วงจะมีพื้นที่ปลูกมากที่สุด

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการชมทุ่งทานตะวันในหุบเขาแบบแรลลี่ครอบครัว จะพบกับความงดงามของ ทุ่งทานตะวันเต็มหุบเขา ที่ตำบลหินซ้อน และตำบล ท่าคล้อ ของอำเภอแก่งคอย ทานตะวันจะบานสะพรั่งใน ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมมากที่สุด เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวแบบแรลลี่ชมทุ่งทานตะวัน ในพื้นที่อำเภอ แก่งคอยนี้ทุ่งทานตะวันจะบานสะพรั่งมากที่สุดกว่า 20,000 ไร่ ในหลายตำบล นักท่องเที่ยวที่ต้องการ นั่งรถไฟ ผ่านทุ่งทานตะวันต้องนั่งรถไฟ สายกรุงเทพฯ-หนองคาย เมื่อเดินทางเข้าพื้นที่ตำบบลท่าคล้อ หินซ้อน ของอำเภอแก่งคอยตลอดแนวสองข้างทางรถไฟ จะพบกับทุงทานตะวัน เหลืองอร่ามท่ามกลางสายลมหนาวพัด เย็นสบาย หากจะนั่งรถไฟผ่าน ทุ่งทานตะวัน ขอแนะนำให้นั่งรถช่วงระหว่างกลางเดือนธันวาคม ถึงปลายเดือน จะไม่ผิดหวัง

พื้นที่จังหวัดสระบุรีที่มีการปลูกทุ่งทานตะวัน
– ต.เขาดินพัฒนา อ.เฉลิมพระเกียรติ
– ต.นายาว อ.พระพุทธบาท
– ต.หินซ้อน อ.แก่งคอย
– ต.แสลงพัน อ.วังม่วง
– ต.บ้านกล้วย อ.หนองโดน
– ต.มิตรภาพ อ.มวกเหล็ก
สามารถดูตารางการเที่ยวชมทุ่งทานตะวันตามสถานที่ต่าง ๆในแต่ละปี ได้ที่เว็บไซต์จังหวัดสระบุรี

นอกจากการเที่ยวชมทุ่งทานตะวันแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถเดินทางไปนมัสการพระพุทธบาท พระพุทธฉาย การเที่ยวชมถ้ำหรือน้ำตก การเยี่ยมชมไร่องุ่น และการจิบไวน์ ลิ้มลองสเต็กเนื้อนุ่ม เป็นต้น;ตาเส้นทาง ดังนี้ เส้นทางที่ 1 กรุงเทพฯ – สระบุรี – ไหว้พระพุทธรูปทองคำ ณ วัดพะเยาว์ – ทุ่งทานตะวัน ( อ.เฉลิมพระเกียรติ , อ. พระพุทธบาท ) – นมัสการรอยพระพุทธบาท วัดพระพุทธบาทฯ – ฟาร์มผึ้ง อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี – แวะเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
เส้นทางที่ 2 กรุงเทพฯ – สระบุรี – ทุ่งทานตะวัน ( อ.แก่งคอย, อ.มวกเหล็ก, อ.วังม่วง ) – ไร่องุ่น – อุโมงค์ต้นไม้ – เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ – ฟาร์มผึ้ง

17. ฟาร์มโคนม อ.มวกเหล็ก…สระบุรี

ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค หรือองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ตั้งอยู่ที่ถนนมิตรภาพ ตำบลมิตรภาพ ฝั่งตรงข้ามกับตลาด อ.ส.ค. สถานที่แห่งนี้ยังถือเป็นประวัติศาสตร์จุดเริ่มต้นการเลี้ยงโคนมของประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุ่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถได้เสด็จประพาสประเทศเดนมาร์ค ทรงให้ความสนพระทัยเกี่ยวกับกิจการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์คเป็นอย่างมาก ต่อมารัฐบาลเดนมาร์คและสมาคมเกษตรกรโคนมเดนมาร์คได้ร่วมใจกันน้อมเเกล้าถวายโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม โดยร่วมมือกับรัฐบาลไทยจัดตั้งฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทยเดนมาร์คขึ้นที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและพระเจ้าเฟรดเดอริค พระมหากษัตริย์องค์ที่ 9 ของประเทศเดนมาร์คได้เสด็จเปิดฟาร์มโคนม เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 ต่อมาได้โอนกิจการทั้งหมดให้รัฐบาลไทยและให้จัดเป็น “องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย” (อ.ส.ค.) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนมและรับซื้อนมดิบจากเกษตรกรมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นม อ.ส.ค. เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมฟาร์มโคนมไทยเดนมาร์คเพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และจุดเรียนรู้ด้านโคนมอย่างครบวงจรสำหรับประชาชนที่สนใจทั่วไป กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสในการเยี่ยมชมฟาร์มแห่งนี้ ได้แก่ การนั่งรถพ่วงชมทุ่งหญ้ากับฝูงโคนม การปั่นจักรยานเสือภูเขาในสนาม ATV ชมวีดีทัศน์ประวัติ อ.ส.ค. ชมการสาธิตรีดนม ทดลองรีดนม ชมพิพิธภัณฑ์สองกษัตริย์ไทย-เดนมาร์ค ป้อนนมให้ลูกโค บรรยายการเลี้ยงโคครบวงจร การทำอาหารหมักสำหรับโค การแสดงวิถีชีวิตคาวบอย เช่น การบ่วงบาศโค การบังคับโค ชมแปลงสาธิตหญ้าอาหารโคกว่า 35 ชนิด กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คในทุกขั้นตอน ชมสวนเกษตร สวนสมุนไพร

ในช่วงค่ำยังได้สัมผัสกับงานคาวบอยไนท์ ซึ่งเป็นการสัมผัสชีวิตของคาวบอยในรูปแบบต่าง ๆ ภายในงานมีการแสดงดนตรีในสไตล์คาวบอย การแสดงสาธิตศิลปะของคาวบอยในรูปแบบต่าง ๆ และยังสนุกเพลิดเพลินกับกิจกรรมภายในงาน เช่น การยิงธนู การขว้างขวาน การปีนหน้าผาจำลอง การยิงปืน และเลือกซื้อของที่ระลึกของชาวคาวบอยได้อย่างเพลิดเพลิน

รอบการเข้าชมฟาร์ม วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 10.00 น. / 14.00 น. / 16.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 9.00 น. / 11.00 น. / 14.00 น. และ 16.00 น. จำนวนนักท่องเที่ยวไม่เกิน 80 คนต่อรอบ มาเป็นหมู่คณะจัดรอบเข้าชมให้ อัตราค่าเข้าชม เด็ก 50 บาท นักศึกษา 80 บาท ผู้ใหญ่ 100 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท

18. ฟาร์มจระเข้ – สวนสัตว์ พระพุทธฉาย สระบุรี 

ฟาร์มจระเข้ – สวนสัตว์ พระพุทธฉาย สระบุรี ห่ีางจากตัว เมือง สระบุรี 12 กม.ตั้งอยู่ข้างสถานที่ท่องเที่ยว พักผ่อน ของ ชาวเมืองสระบุรี 2 แห่งคือ พระพุทธฉาย และ อุทยานแห่งชาติ พระพุทธฉาย ภายในฟาร์มเปิดเป็นที่ท่องเที่ยวพักผ่อน สำหรับ นักเรียน นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วไป โดยเป็นแหล่ง ศึกษาค้นคว้าวิจัย ชีวิตสัตว์ป่าและเพาะขยายพันธุ์จระเข้ เพื่อจำหน่ายแก่เกษตรกรทั่วไป ซึ่งทางฟาร์มเราได้ขึ้นทะเบียนรับรอง กับกรมประมง และ องค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืขระหว่างประเทศ (CITES) โดยภายในฟาร์มท่านจะเพลิดเพลินกับ ธรรมชาติอันร่มรื่นสวยงาม ท่ามกลางสัตว์ป่า นานาชนิด และสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ อาทิเช่น จระเข้ , ตะโขง , เสือโคร่ง , นกกระจอกเทศ , อูฐ , ม้าแคระ , เนื้อทราย , กวางซิก้า , เม่น ,พิพิธภัณฑ์การเกษตร ฯลฯ

19. อุโมงค์ต้นไม้

บนเส้นทางมวกเหล็ก-วังม่วง เส้นทางสาย 2089 มีอุโมงค์ต้นไม้ เกิดจากต้นกระถินใหญ่สองข้างถนนโน้มกิ่งเข้าหากัน ทำให้ถนนร่มครึ้มเป็นระยะทางยาวดูคล้ายอุโมงค์ และให้ความร่มรื่นสวยงามมีความยาวประมาณ 200 เมตร นักท่องเที่ยวมักจอดรถแวะถ่ายรูปเป็นประจำ
ถัดไปเล็กน้อยยังมีเนินพิศวง ซึ่งหากจอดรถเข้าเกียร์ว่าง จะเกิดภาพลวงตามองเห็นรถเคลื่อนที่จากที่ต่ำไปยังที่สูง นอกจากนี้ตามเส้นทางสายมวกเหล็ก-หนองย่างเสือ (ทางหลวงหมายเลข 2224) จะมีลำธารไหลเลียบถนนไปตลอดเส้นทางและมีรีสอร์ทของเอกชนหลายแห่งตั้งเรียงรายอยู่ริม
ธารน้ำตก

20. อุทยานแห่งชาติน้ำตกเจ็ดสาวน้อย

อุทยานแห่งชาติน้ำตกเจ็ดสาวน้อย อำเภอมวกเหล็ก จ.สระบุรี ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอมวกเหล็ก และอำเภอวังม่วง มีลำห้วยมวกเหล็กไหลผ่าน จุดเด่นซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวคือ น้ำตกเจ็ดสาวน้อย เป็นน้ำตกที่ไหลลดหลั่นมาตามแนวลำธาร มีประมาณ 7 ชั้น แต่ละชั้นมีความสูงราว 2-5 เมตร แอ่งน้ำมีบริเวณที่เล่นน้ำกว้าง และร่มรื่น นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมล่องแก่งเรือคยัคในห้วยมวกเหล็ก ติดต่อได้ที่ที่ทำการอุทยานฯ

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2521 สำนักงานป่าไม้เขตนครราชสีมาได้สำรวจพื้นที่บริเวณน้ำตกเจ็ดสาวน้อยเพื่อจัดตั้งเป็นวนอุทยาน เนื้อที่ที่สำรวจไว้เดิมมี 500 ไร่ แต่ต่อมาเอกชนออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินจำนวน 50 ไร่ จึงเหลือเนื้อที่อยู่เพียง 450 ไร่ และทำการสำรวจเพิ่มเติมป่าสงวนแห่งชาติดงพญาเย็นอีกประมาณ 487.5 ไร่ รวมเป็นเนื้อที่ที่จะผนวกประมาณ 937.5 ไร่ กรมป่าไม้ได้ทำการสำรวจลำห้วยมวกเหล็ก ซึ่งเป็นลำห้วยที่เกิดจากป่าเขาใหญ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ไหลรวมกับแม่น้ำป่าสักที่ตำบลวังม่วง อำเภอมวกเหล็ก (ปัจจุบันคืออำเภอวังม่วง) จังหวัดสระบุรี เนื่องจากเป็นลำน้ำที่ไหลผ่านที่ราบสูงตอนบนของจังหวัดสระบุรีผ่านทิวเขาสลับซับซ้อนของหุบเขาซึ่งไม่สูงมากนักจึงเป็นเหตุที่ทำให้เกิดน้ำตกชั้นเตี้ยๆ เป็นจำนวนมากแต่เป็นน้ำตกที่มีความงดงามตามธรรมชาติที่แปลกออกไปจากน้ำตกแหล่งอื่นๆ มองดูคล้ายกับสายน้ำที่ไหลผ่านสันเขื่อนที่มนุษย์สรรค์สร้างขึ้นไหลเป็นแนวกว้าง ประกอบกับเป็นน้ำตกที่มีสายน้ำไหลตลอดปี กรมป่าไม้จึงได้ประกาศจัดตั้งเป็น “วนอุทยานน้ำตกเจ็ดสาวน้อย” เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2523 อยู่ในท้องที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าทับกวาง-มวกเหล็ก แปลง 1 และป่าสงวนแห่งชาติป่าดงพญาเย็น มีเนื้อที่ประมาณ 540 ไร่ ต่อมา นายปลอดประสพ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ ได้มาตรวจเยี่ยมวนอุทยานน้ำตกเจ็ดสาวน้อยเมื่อเดือนมิถุนายน 2545 ได้เห็นการพัฒนาของวนอุทยาน ประกอบกับมีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก จึงได้มอบนโยบายว่า “ควรจะขยายพื้นที่ตามลำธารเพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอต่อการรองรับนักท่องเที่ยว และให้ทำการสำรวจพื้นที่เพิ่มเติม โดยให้ศึกษาข้อมูลด้านนิเวศวิทยา และข้อมูลพื้นฐานในการจัดการในด้านต่างๆ ทั้งนี้เพื่อหาความเป็นไปได้ในการกำหนดพื้นที่และวางแผนการจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ” สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พิจารณาแล้ว เห็นสมควรกำหนดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าทับกวาง และป่ามวกเหล็ก แปลงที่ 1 อำเภอมวกเหล็ก และอำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี รวมพื้นที่วนอุทยานน้ำตกเจ็ดสาวน้อย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา และอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เนื้อที่ประมาณ 17,540 ไร่ เป็นอุทยานแห่งชาติน้ำตกเจ็ดสาวน้อย

21. สวนพฤกษศาสตร์ภาคกลาง พุแค

สวนพฤกษศาสตร์ภาคกลาง พุแค  ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าพระพุทธบาท – พุแค ต.พุแค อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี เดิมได้รับการขนานนามจากประชาชนในจังหวัดสระบุรีและจังหวัดสระบุรีว่า “สวนสวรรค์” เพราะเป็นสถานที่ที่มีดอกไม้ป่าสวยงาม ออกดอกบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมอบอวล เหมือนนิยายโบราณที่มีเทพบุตรและนางอัปสรมาร่ายรำเก็บดอกไม้และผลไม้ในป่า ชื่นชม ดอกไม้นานาชนิด กรมป่าไม้ได้เข้ามาดำเนินการจัดตั้งสวนสวรรค์ให้เป็นสวนพฤกษศาสตร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2484 โดยได้ดัดแปลง สภาพพื้นที่เดิมที่มีสภาพเป็นป่าดิบแล้ง มีพรรณไม้พื้นล่างเต็มไปด้วยหนาม เถาวัลย์ ให้เป็นสถานที่สำหรับปลูกรวบรวมพรรณไม้ นานาชนิด ทั้งที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศ และต่างประเทศ อย่างเป็นหมวดหมู่ แต่การดำเนินงานในระยะแรกยังไม่ได้รับการ จัดสรรง บประมาณ จวบจนถึงปี พ.ศ.2492 จึงได้รับการจัดสรรงบประมาณมาดำเนินการเป็นปีแรก และได้ทำพิธีเปิดสวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้ อย่างเป็นทางการในวันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2493 ซึ่งเป็นวันสถาปนากรมป่าไม้ครบรอบปีที่ 54 ถือได้ว่าเป็น สวนพฤกษศาสตร์ แห่งแรกของประเทศ

22. สวนรุกขชาติ และน้ำตกมวกเหล็ก

สวนรุกขชาติมวกเหล็ก และน้ำตกมวกเหล็ก อำเภอมวกเหล็ก จ.สระบุรี อยู่ห่างจากสระบุรีประมาณ 37 กิโลเมตร ไปตามถนนมิตรภาพ ถึงแยกทางเข้ามวกเหล็กแยกเข้าไปประมาณ 500 เมตร จะพบป้ายเข้าสวนรุกชาติทางด้านขวามือ มีพื้นที่ประมาณ 115 ไร่ มีลำธารซึ่งมาจากต้นน้ำในป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ไหลผ่านลงสู่แม่น้ำป่าสัก ซึ่งเป็นเส้นกั้นเขตระหว่างอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ในลำธารมีแก่งหินลดหลั่น เป็นน้ำตกชั้นเล็กๆ บริเวณโดยรอบร่มรื่น มีสะพานแขวนข้ามลำธาร และมีพรรณไม้ต่างๆ มากมาย สวนรุกขชาติมวกเหล็ก จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2497 เพื่อเป็นแหล่งอนุรักษ์สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และพรรณไม้ป่าที่มีคุณค่าหายากในบริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่าดงพญาเย็น ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 300 ไร่ ในเขตตำบลมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และตำบลพญาเย็น อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีลำธานน้ำตกมวกเหล็กซึ่งมีแหล่งกำเนิดมาจากป่าในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นแนวแบ่งเขตตามธรรมชาติ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางข้ามไปมาได้ด้วยสะพานแขวนที่มีอยู่ 2 แห่ง ปัจจุบันสวนรุกขชาติมวกเหล็กเป็นแหล่งรวบรวมและศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพรรณไม้ยืนต้นที่สำคัญของประเทศ ทั้งพรรณไม้ที่มีค่าทางเศรษฐกิจและความสำคัญในด้านต่างๆ เช่น พรรณไม้ในวรรณคดี พรรณไม้ในพุทธประวัติ พืชสมุนไพร และพรรณไม้ที่มีคุณค่าหายากนานาชนิด ความร่มรื่นสวยงามของพรรณไม้ และน้ำตกมวกเหล็กทำให้สวนรุกขชาติมวกเหล็กเป็นที่รู้จักและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจนได้รับการประกาศให้เป็นแหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ให้เป็นมรดกท้องถิ่นลำดับที่ 63 ในจำนวน 236 แห่ง ในพื้นที่ 62 จังหวัดทั่วประเทศ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ.2532

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: